วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555

วัคซีน



ตอนเด็กๆ ผมเป็นโรคกลัวเข็มฉีดยาขึ้นสมอง
กลัวถึงขนาดต่อมหมวกไตแตก อะดรีนาลีนพล่าน
เปลี่ยน Glycogen เป็น Glucose แทบไม่ทันจนปริมาณน้ำตาลในเลือดสูง

ผลเหรอครับ…

ผมวิ่งหนีครูประจำชั้นได้รอบสนามฟุตบอล ตอนป.1

จำไม่ได้เหมือนกันว่าโรคกลัวเข็มหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ตอนที่ต้องฉีดวัคซีนในคลินิก WBB
แอบคิดว่าเด็กคนนั้นจะรู้ไหมว่านั่นคือสิ่งที่จะทำให้พวกเขาเข้มแข็งขึ้น

วัคซีนเป็นเชื้อโรค ความทุกข์ก็เป็นเชื้อโรค
หลังจากรับวัคซีนเด็กอาจไม่สบาย ถ้าผ่านไปได้เด็กจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น
หลังจากเราเจอเรื่องทุกข์เราอาจเจียนตาย ถ้าเราผ่านไปได้เราจะมีภูมิคุ้มกันต่อทุกข์นั้น

แต่พอเอาเข้าจริงเวลาที่เห็นเข็มและชุดขาว
สมองมักสั่งให้ระดับความกลัวของเราพุ่งขึ้นไปจนถึงระดับเกินจริง
ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมัน “เจ็บนิดเดียวเอง” เหมือนที่แม่บอก

เรากลัวความเจ็บ ณ ขณะนั้นมากกว่าความทรมานถ้าเราเกิดเจ็บป่วย
ก็เราไม่เคยรู้นี่นาว่าถ้าป่วยจริงๆ โดยไม่มีภูมิคุ้มกันมันจะเจ็บปวดขนาดไหน
ชายหญิงสองคนนั้นเค้าไม่เคยปล่อยเราให้ไปถึงระดับนั้น
มันเลยไม่เคยมีบันทึกไว้ในระบบความทรงจำ
แต่ความเจ็บตอนโดนเข็มตำน่ะไม่ต้องพูดซ้ำก็พอจะนึกออก
ก็โดนมาตั้งแต่เดือนแรกที่ลืมตาดูโลกแล้วนี่นา

ผมว่าตอนเด็กๆ ผมได้รับวัคซีนครบทุกโรคนะ
ถ้าไม่นับตอนโตที่ได้รับวัคซีนเฉพาะอีกหลายโรค
ผมน่าจะเข้มแข็งพอไม่ว่าจะเกิดอะไร
แต่ทำไมตอนนี้ผมรู้สึกว่าภูมิคุ้มกันผมกำลังบกพร่อง

อาจเป็นเพราะตอนนั้นพี่พยาบาลเน้นวัคซีนป้องกันปัญหาเรื่องโรค
แต่ลืมเน้นวัคซีนป้องกันปัญหาเรื่องโลก

สงสัยผมคงต้องหาวิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้กับความสัมพันธ์ที่เปราะบาง
ที่ไม่ว่าจะร้าวกี่ครั้งก็ยังไม่หายเจ็บ และหลังจากนั้นทุกครั้งยังคงไม่สบาย
และต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะฟื้นตัว

อืม...หรือภูมิคุ้มกันผมจะทำลายตัวเอง
หรือที่ผมเชื่อในตอนเด็กมันจะเป็นเรื่องจริง
ที่ว่าผู้หญิงในเสื้อกราวน์จะทำให้เราเจ็บ

แต่ไม่เป็นไร...แม่เคยบอกไว้ว่า “มันเจ็บนิดเดียว”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น