วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ห่าง



บางที ห่างอาจจะทำให้สระอาตรงกลางม้วนหางกลางเป็นห่วง
ยิ่งอาการห่างเกิดจากมีบุคคลที่สามเข้ามาพ่วง
ยิ่งทำให้ห่วงเผลอทำไม้เอกหล่นหาย
จริงไหมครับ
^^
.....

คนดี...คุณรู้ไหมว่าผมเองก็ไม่ค่อยจะชอบใจสักเท่าไหร่ในเวลาที่ต้องห่างไกลกันอย่างนี้
เมื่อเช้าที่ผมบอกว่าการขึ้นคลินิก WBB วันนี้ทำให้ผมต้องร้องแข่งกับเด็ก
แล้วมีข้อความเล็กๆ ถามกลับมาว่าผมร้องทำไม
อืม...ความรู้สึกมันไม่ต่างกับเด็กน้อยที่อยากเกาะแม่เอาไว้แน่นๆ
ตอนที่ต้องยื่นแขนให้พยาบาลฉีดวัคซีน

น้องคนหนึ่งเม้มปากแน่น กัดฟันกรอด ตอนที่ถลกแขนเสื้อขึ้น
บอกน้องว่าไม่เป็นไรนะ น้องตอบมาว่าไม่เป็นไรครับ ผมไหว

ทั้งๆที่ไม่ค่อยเต็มใจ แต่ก็อยากให้ตัวเองมีภูมิคุ้มกัน
ถามต่อว่าทำไม
น้องตอบว่าก็จะได้อยู่รักแม่ไปนานๆ
เล่นเอาผมร้องแทนน้องเลย

.........

บางครั้งเหตุผลของการทำอะไรสักอย่างที่รู้อยู่ว่าเสียงและไม่ค่อยชอบใจ
อาจไม่ใช่เพราะกล้าหาญ อาจไม่ใช่เพราะหวั่นไหว
แค่ต้องการตอบตัวเองให้ได้
ว่าเรายังเป็นคนดีของใครอีกคนหรือเปล่า
แค่นั้นเอง

..........

คืนนี้ขอให้ความคิดถึงของผมทำให้คุณหลับฝันดีนะครับ

ผมคิดถึงคุณ

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Gaemi


วันนี้ฝนตกหนัก-เบาสลับกันมาตั้งแต่เช้า
ไม่สิ...ถ้าจะเอาจริงๆ มันตั้งเค้ามาตั้งแต่เมื่อคืนวานแล้วพาลมาจนถึงเช้าต่างหาก
และตลอดทั้งวันยังไม่มีช่วงไหนเลยที่ฝนจะขาดเม็ด
อืม ช่างเป็นบรรยากาศที่เหมาะสำหรับการ......................เสียจริง
(เติมคำในช่องว่างได้ตามอารมณ์ ณ ขณะนั้นครับ)
...............

เมื่อสองวันก่อนที่นี่แดดร้อนจัดมาก จนผ้าที่ตากอยากหนีหลบแดด
แต่วันนี้ฝนกลับเทกระหน่ำหนักเสียมากมายจนแดดหลบ
กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศเตือนภัยเป็นรอบที่ 29 แล้วว่าที่ฟ้าร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง
เกิดจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “แกมี”

แกมี (Gaemi) เป็นภาษาเกาหลี แปลว่ามดครับ
เป็นพายุลูกที่ 21 ในรอบปีนี้ที่ก่อตัวขึ้นในทะเลจีนใต้
จะขึ้นฝั่งที่เมืองกวางงายประเทศเวียดนามประมาณวันที่ 5 ตุลาคม
และคาดว่าจะเข้าเยี่ยมชมประเทศไทยประมาณวันที่ 6 ที่จังหวัดอุบลราชธานี

มดตัวเล็กที่ทำให้ฟ้าสีเทากระจายเป็นวงกว้างอยู่ได้ตั้งหลายวัน
ใครหนอช่างเข้าใจตั้งชื่อเหลือหลาย
เรื่องเล็กเท่ามด แต่อาจเป็นมดตัวเดียวในโลกที่พิษร้ายแรงกว่างูเห่า
มันถึงทำให้เราต้องใช้เวลาในการเตรียมใจตั้งรับอยู่หลายวัน
และออกหลายร้อยมาตราการเพื่อสร้างความมั่นใจ
........

บางครั้งเรื่องเล็กน้อยกลับทำให้เกิดความกังวลได้สูง
โดยเฉพาะหากเราเคยมีประสบการณ์ที่เจ็บปวดอย่างสาหัสต่อเรื่องนั้นมาก่อน

...แม้จะเพียงครั้งเดียว…

เสียงของความมั่นใจเริ่มเบาลง พอๆกับเสียงที่บอกให้ปลงเริ่มดังขึ้น

และวันนี้พายุโซนร้อน “แกมี” ก็มาเยือนประเทศไทยตามคาด
โดยไม่ได้สนใจเสียงประกาศว่า “อย่าเข้ามานะเจ้ามดบ้า!!”
มันไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าตอนที่มันก้าวเท้าเหยียบฝั่งครั้งแรก
จะมีป้าย WELCOME หรือไม่ หรือมีกองกำลังขับไล่ซ่อนอยู่ตามที่ไหนสักที่บนฝั่ง
มันแค่ทำตาม “หน้าที่” ของมัน และออกเดินทางตามเส้นทางฝันที่เรียกว่า “ร่องมรสุม”
โดยไม่ทันได้รู้ตัวว่า เส้นทางนั้นจะสร้างความเดือดร้อนหรือไม่พอใจแก่ใครบ้าง

มันคงแอบน้อยใจลึกๆ เหมือนกันว่ามนุษย์ช่างเอาใจได้ยากแท้
พอฝนแล้งก็บ่น พอฝนตกก็ก่นด่า
นี่แหละหนา สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน”
ช่างละม้ายจนสับสนกับกริยาที่เคยไม่เคยอยู่นิ่ง
คน = คน
..................

บางครั้งธรรมชาติก็ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์หรอกที่ไม่รู้ว่าความพอดีอยู่ตรงไหน
ในเมื่อความพอดีของแต่ละคนมันไม่เคยจะเท่ากัน
ฉะนั้นเราถึงไม่สามารถเป็นที่ถูกใจของคนทั้งโลกได้
เราแค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอแล้ว
บางครั้งหากมองอีกมุม “แกมี” อาจจะดีกว่าคนบางคนด้วยซ้ำ
ที่พอเริ่มรู้ตัวว่าในเส้นทางเดินได้สร้างความเดือดร้อนแก่คนมากมาย
น้ำตาของผู้ประสบภัยคิดเป็น 40% ของน้ำตาฟ้า
มันถึงได้เปลี่ยนเส้นทางเดินและพยายามอ่อนกำลังลง
แต่ขนาดพยายามอ่อนกำลังเป็นดีเปรสชั่นแล้ว
กระนั้นก็ยังไม่ปรากฏรอยยิ้มต้อนรับของเจ้าบ้าน
มันจึงยอมลดขนาดความฝันของมันลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงหย่อมความกดอากาศต่ำ
ที่ยังส่งผลกระทำต่อบริเวณพื้นที่ตามเส้นทางเดินพายุและพื้นที่ใกล้เคียง
หากจะให้สลายไปเลย คงดีต่อคนส่วนใหญ่
แต่ในสายตาของพายุ...คุณประสบความล้มเหลวในการทำหน้าที่
แล้วถ้าหลังจากนี้หมดฝนแล้วมนุษย์ประสบภัยแล้งต่อ
ถามว่าใครกันแน่ที่ล้มเหลวในการทำหน้าที่??
หรือทั้งหมดนี้เป็นเพียง “เหตุการณ์ธรรมชาติ” เท่านั้น
มันก็เป็นเสียอย่างนี้...ฉันถูกเสมอ ส่วนคนอื่นผิดตลอด
...
..
.
เฮ้อ
..............
ในวันที่ฝนตกทั้งวันอย่างนี้
การนั่งลงเงียบๆ แล้วคิดถึงใครบางคน
ถือเป็นการเดินทางของความคิดที่อาจดูเหงาแต่งดงาม

คำเตือน: แต่ในการเดินทางจริงๆ การมีใครบางคนนั่งยิ้มอยู่ข้างๆ
(อาจ)ทำให้ความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะลดลง

วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เหนื่อยไหม



ณ ปัจจุบัน ประชากรบนโลกมีเจ็ดพันกว่าล้านคนแล้ว
แต่ในจำนวนนี้จะมีสักกี่คนที่กอดของเขาทำให้เราหายเหนื่อย

.................

ทั้งๆ ที่จำนวนรวมของข้อเท็จจริงและข้ออ้างของความเหนื่อยมีมากกว่าประชากรบนโลกตั้งไม่รู้กี่ล้านเท่า
แต่เราไม่จำเป็นต้องเข้าสูตรเพื่อหาค่าเฉลี่ยให้ยุ่งยาก หรือลำบากในการพยายามกอดคนทั้งโลก
เพื่อให้ความเหนื่อยล้าเหล่านั้นมลายหายไป
เพราะคนธรรมดาบางคนถูกสร้างมาพร้อมพลังพิเศษเพื่อสลายความเหนื่อยล้าของคนธรรมดาอีกคน
โดยมีเงื่อนไขอยู่ข้อเดียว...
“หากันให้เจอ”
…………………

หากันให้เจออาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่การหากันให้เจอในเวลาที่เหมาะสมไม่ใช่เรื่องง่าย

เพราะบนโลกนี้มีแต่คนธรรมดาทุกคน
เพียงแต่เราไม่รู้ว่าคนธรรมดาเหล่านั้นเขาเป็นคนพิเศษของใครบ้าง

เราอาจบังเอิญเจอคนธรรมดาคนนั้นที่หน้าโรงพยาบาล ในตลาด ข้างป้อมยาม โลตัส ร้านโชว์ห่วย
ถนนคนเดิน หรือแม้กระทั่งนั่งหันหลังพิงกัน โดยมีสิ่งกั้นแค่กำแพงห้อง
แต่ ณ เวลานั้นเรายังเป็นเพียงคนธรรมดาสองคนในจำนวนเจ็ดพันกว่าล้าน
ที่ไม่เคยคาดเลยว่าสักวันกอดของเขาจะทำให้เราหายเหนื่อย
ในวันที่เรากลายเป็นคนพิเศษของกันและกัน

……………….

โดยส่วนตัวผมชอบการกอด
โดยเฉพาะการกอดคนพิเศษและการถูกกอดโดยคนพิเศษ
ผมไม่ได้ทะลึ่งตึงตังให้เสียงมันดังในห้องนั่งเล่นนะครับ
แต่ผมรู้สึกว่าเวลาที่ผมเหนื่อยมากๆ จากสิ่งใดก็ตาม
แค่กอดของคนพิเศษ โดยไม่ต้องมีคำพูดสักคำ
ความเหนื่อยทั้งหลายแทบมลายจนไม่เหลือเศษ
และผมอยากให้มีใครอีกคนที่รู้สึกเช่นเดียวกับผม
อยู่บนโลกใบนี้

...........

คุณครับ
วันนี้คุณเป็นอย่างไรบ้าง เหนื่อยมากไหม
อยากกอดคุณเอาไว้เผื่อว่ามันจะทำให้คุณหายเหนื่อย
ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าคุณเป็นคนนั้นที่คิดเหมือนผมหรือเปล่า
เราอาจเคยยิ้มให้กันมาก่อนที่ไหนสักที่
พอเจอกันอีกทีรอยยิ้มนั้นกลับทักทายผมอย่างคุ้นเคย
และมันทำให้ผมหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

เหมือนกับที่บางคนเคยบอกผมว่า
แค่เห็นหน้าก็หายเหนื่อยแล้ว

^^

รักษาสุขภาพด้วยนะครับคนพิเศษของผม
..
จากคนธรรมดาของคุณ

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

just...



Time goes by a lot slower when you miss the one you love. 
Sometime, when one person is missing the whole world seems depopulated. 
A hug for you means I need you.
A kiss for you means I love you.
A call for you means I’m missing you.

It’s true we don’t know what we’ve got until it’s gone, but we don’t know what we’ve been missing until it’s arrives.
Love is missing someone whenever you’re apart, 
but somehow feeling warm inside because you’re close in heart.
Absence makes the heart grow fonder. 

You may be out of my sight…but never out of my mind.

Time goes by a lot slower when you miss the one you love. 
Missing someone is the worst feeling you’ve ever feel.
It’s hard to go through life without the one who makes you happy.

Just to let you know, I miss you...miss you more than I can say.

วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555

Questions of trust


ผมไม่เข้าใจว่าบางครั้งที่คุณดูเป็นห่วงผมเสียมากมาย
นั่นเพียงเพราะคุณเห็นใจหรือคุณรักผม
เพราะเวลาที่ผมลองเดินกลับเข้าไปหา คุณก็ยังผลักผมออกมาและเดินถอยหนี
บางครั้งคุณขอให้ผมช่วยเป็นกำลังใจ แต่พอผมยื่นให้คุณกลับแบ่งรับมันแค่ครึ่ง
บางครั้งที่ผมพยายามซ่อนมันเอาไว้ คุณกลับหามันเจอทุกที
และหยิบไปโดยที่ผมยังไม่ทันเอ่ยอะไร
และบางครั้งที่ผมเต็มใจยัดใส่มือให้ คุณกลับวางมันลง
แล้วนี่ตกลงคุณจะเอายังไง
-*-
...........

น้องคนหนึ่งบอกผมว่ามันคงเหมือนกับการที่เด็กที่อยากได้ของเล่นมั้ง
พอรู้สึกชอบอกชอบใจ ก็แอบหยิบไป แต่พอไม่แน่ใจว่าเจ้าของจะหวงหรือเปล่าก็เอามาคืน
เออ เด็กดีอย่างนี้ก็มีด้วยแฮะ  
O_o
...........

เด็กน้อยเอ๋ย
หนูจะรู้ไหมว่าที่ผ่านมามันถูกหยิบฉวยไปเล่นโดยไม่ขออนุญาตก็หลายครั้ง
ถูกยัดเยียดใส่มือโดยคนรับไม่เห็นค่าก็หลายหน
และหลายทีที่ถูกทำหล่นโดยไม่รู้ว่าตั้งใจหรือเปล่า
มันผ่านการใช้งานอย่างไม่เห็นค่าและไม่มีเวลาทะนุถนอมมาพักหนึ่งแล้วนะ
สภาพร่อแร่เต็มที นี่ยังโชคดีที่รอดพ้นรถเทศบาลมาได้
ถ้ามันยับเยินขนาดนั้นแล้วยังมีใครสักคนต้องการ
ต่อให้ดูไม่มีราคา แต่ก็คงจะดูมีคุณค่าขึ้นมาบ้าง

แต่เดี๋ยวนะ
หนูแน่ใจแล้วหรือว่าหนูอยากได้จริงๆ
พี่ว่าอย่าเพิ่งด่วนคิดหรือด่วนตัดสินใจอะไรเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น
ลองให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมันดูก่อนไหม
ถ้ามีคนเห็นความสำคัญมันขนาดนั้นได้ 
พี่เต็มใจยกให้โดยไม่คิดเงินครับ
^^
..................

เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเห็นคุณค่าของสิ่งใดเมื่อได้สูญเสียมันไปแล้ว
ผมแค่อยากตามหาคนส่วนน้อยที่เหลือให้เจอ...แค่นั้นเอง
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1944154

ถึงเวลา



ช่วยด้วยครับ ผมกำลังเสียศูนย์ !!!

หลังจากขับเคลื่อนความรู้สึกดีๆ อยู่ในวังวนของความคิดมาได้พัก
มันเริ่มชะงักเพราะทางช่างเต็มไปด้วยหลุมบ่อและยาวไกลโดยไม่เคยมีป้ายบอกปลายทาง
นี่ขนาดผมว่าผมขับเคลื่อนด้วยระบบ 4WD แล้วนะ
ถ้าไม่ใช่หัวเครื่องทนทานระดับคูโบตาคงพังกันไปข้างตั้งนานแล้ว
.......

น้ำมันหยดสุดท้ายหมดไปแล้ว
คราวนี้ผมตัดสินใจลงเดินด้วยเท้าไปอีกทาง
หวังว่าการเดินช้าลงจะทำให้ผมเห็นความงดงามของสิ่งรอบตัวมากขึ้น
แต่ด้วยความที่ผมติดอยู่กับเส้นทางเดิมๆ ที่คุ้นชิน
ผูกพันกับพาหนะเดิมๆ ที่เคยเชื่อใจ
การออกเดินทางครั้งใหม่เลยทำให้รู้สึกเหมือนจะเสียศูนย์
.............

ขอโทษด้วยนะ ที่ผ่านมาผมไม่เคยลองใช้สองขาค้นหาเส้นทางใหม่ๆ
ผมเชื่อมาตลอดว่าเราไว้ใจพาหนะที่จะทำให้เราไปถึงจุดหมายด้วยกัน
แต่ยิ่งขับ ยิ่งเข้ารกเข้าพง ยิ่งมองไม่เห็นจุดหมาย ยิ่งท้อ
คุณเลี้ยวซ้าย ผมเลี้ยวขวา คุณเดินหน้า ผมถอยหลัง
คุณก็เหนื่อย ผมก็เหนื่อย, เราต่างเหนื่อย
และไม่มีวี่แววเลยว่าเราจะไปถึง

พอเถอะครับ อย่าเหนื่อยอีกเลยนะ
ผมจะไม่บังคับหรือขัดจังหวะการก้าวของคุณอีกแล้ว
ผมจะลงเดินไปจากตรงนี้
เพราะบางทีการเดินช้าๆ
อาจทำให้ผมพบความไว้ใจที่ผมทำหล่นหายระหว่างทางก็ได้

ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ
ในสายตาคุณผมอาจดูอ่อนแอ ต้องให้คุณดูแลอยู่เสมอ
และขอบคุณที่คอยดูแลมาตลอด
แล้ววันใดที่สองขาของผมแข็งแรงขึ้น
ผมจะยืนยิ้มและโบกมือให้คุณอยู่ไกลๆ นะ

..................

“ความคิดถึงอันกระจัดกระจาย มิได้มีความหมายว่าเสื่อมสลายหรือดับสูญ
เท่าที่โลกใบนี้ยังหมุนรอบตัวเอง และเธอยังไม่ลืมกัน ความคิดถึงของฉันจะยังหมุนรอบตัวเธอ”

ดูแลตัวเองด้วยนะครับ

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

non-sense


เคยไหมครับที่พูดอะไรเล่นๆ ออกไป แล้วต้องกลับมาขีดเส้นใต้เอาทีหลัง
บางประโยคที่พูดโดยไม่ตั้งใจ
แต่กลับต้องมาพิจารณาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใหม่อีกหลายรอบ
มันคล้ายกับการเก็งข้อสอบไม่ถูกที่ ตรงที่ตั้งใจอ่านเสียดิบดีกลับเป็นคำตอบที่ผิด
แต่ตรงที่ไม่ได้คิดกลับเป็นคำตอบที่ใช่
จนสุดท้ายต้องกลับมาขีดเส้นใต้แล้วเน้นคำให้จำจนลืมไม่ลง
...เฮ้อ...ผมนี่ช่างอินโนเซ็นท์ เอ้ย! โนเซ็นส์ อะไรปานนั้น
................

คุณว่าบางทีในเรื่องของความสัมพันธ์ มันควรมีคำว่าพูดเล่นไหม?
ผมว่าพูดเล่นน่าจะพอได้
แต่ไม่ควรล้อเล่นกับความรู้สึกใครน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี
คุณว่าเรื่องของความรู้สึกมีผลต่อจิตใต้สำนึกที่เราใช้ดำเนินชีวิตไหม?
ผมว่าอาจใช่ เพราะคนที่ทำให้เรายิ้มได้ และคนที่ทำให้เราร้องไห้ อาจเป็นคนๆ เดียวกัน
.....................

ช่วงนี้ชีวิตผมยิ้มได้มากขึ้นแล้วนะ คุณไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลอะไร
คราวนี้ผมพูดจริงนะครับ ไม่ได้ล้อเล่น
และผมสัญญาว่าจะยิ้มอย่างนี้ให้ได้ทุกวัน คุณก็เช่นกัน อย่าร้องไห้เลยนะ
คงเพราะเวลาที่คุณร้องไห้ น้ำตาเหล่านั้นบอกผมไม่ได้ว่าคุณกำลังเสียใจหรือกำลังยินดี
เซ้นส์เดียวที่ผมมีอยู่ตอนนี้ คือผมแค่ไม่อยากเห็นคุณเสียใจอีกแล้ว

ถ้าอย่างนั้นผมควรจะทำยังไงต่อดีล่ะ???
ก็บอกแล้วไงว่าผมน่ะ...โนเซ้นส์!

คิดถึง (อีกแล้ว)


คำว่า “คิดถึง” จะพูดอีกกี่พันครั้งก็ทำให้คนฟังยิ้มได้เสมอ 
ยกเว้นคนที่ไม่อยากให้ความคิดถึงนั้นเดินทางไปถึง
ขอโทษด้วยนะครับถ้าความคิดถึงของผมไปรบกวนเวลาคิดถึงใครของคุณ
ผมพยายามรั้งมันไว้แล้ว แต่มันก็ต่อต้านสุดแรงเกิด
ทั้งผลัก ทั้งถีบ ทั้งดิ้น ทั้งสะบัด จนผมพลาดทำมันหลุดมือ
เอาเป็นว่า ถ้าไม่ต้องการก็ปิดประตูใส่หน้ามันก็ได้
เพราะไม่ว่ายังไง มันก็คงเดินทางไปหาคุณอยู่ดี

…คิดถึงนะครับ ขอให้หลับฝันดี...


วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

เวลา



โลกใบนี้สำหรับเด็กแล้ว มันคือสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ เด็กถึงสนุกสนานกับมันได้เสียทุกเรื่อง

แต่พอเราเติบโตขึ้นสนามเด็กเล่นใบเดิมก็แปรสภาพไป
กลายเป็นห้องทำงานขนาดใหญ่ที่ทำให้เครียดได้เสียทุกเรื่อง
จนลืมไปว่าในวัยที่เรายังไม่เดียงสาต่อปัญหาใดๆ
ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนสนุกและน่าค้นหา
และมันไม่ได้อยากเติบโตขึ้นมาเป็นความอ่อนล้าและอยากหลีกหนี

................
สนามเด็กเล่นใบเดิมแต่ทุกอย่างเปลี่ยนไป
ชิงช้าที่เคยเล่นแกว่งไกวกลายเป็นเก้าอี้นวมที่แกว่งไม่ได้ซะงั้น
เครื่องบินกระดาษกลายเป็นเอกสารกองโต
กระดานหกคือช่วงเวลาของการชิงขึ้นไปอยู่สูงกว่า
ม้าหมุนกลายเป็นโต๊ะทำงานที่ทำให้หัวหมุน
เพื่อนเล่นในสนามที่เคยยิ้มและหัวเราะด้วยกัน
กลายเป็นเฟซบุ๊ค ไลน์ what app อินสตราแกรม ฯลฯ
เรารับรู้ความเป็นไปของกันและกันผ่าน Status
และเราสามารถกอดรัดและตบหัวพวกนายเล่นได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส Comment และ Emotion
ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันแทนความรู้สึก ณ ขณะนั้นได้จริงๆ

............

ความใกล้ชิดถูกทดแทนด้วยเหตุผลยอดฮิตคือ “ไม่มีเวลา”
เราจำได้นะว่าเมื่อก่อนเราเคยเห็นพวกนายเยอะกว่านี้
พวกนายวิ่งกันให้ขวักไขว่ จนเราคิดว่าพวกนายมีจำนวนมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ
บางครั้งเราเลยต้องพยายามหาอะไรทำเพื่อแอบฆ่าพวกนายบ้าง
เรายอมรับนิดๆว่าตอนนั้นไม่ค่อยได้สนใจหรือกระทั่งใส่ใจพวกนายเท่าไหร่นัก
เมื่อก่อนเรามักไปดูหนังกัน ไปเดินเล่นซื้อของ ไปกินข้าว ไปเที่ยวออกทริปกัน
และหลายครั้งก็ทำเรื่องไร้สาระด้วยกัน
แล้ววันนี้พวกนายหายไปไหนกันหมดล่ะ "เวลา"
หรือการใช้พวกนายอย่างทิ้งขว้างไม่เห็นค่า
มันทำให้พวกนายค่อยๆ ห่างจากเราไปช้าๆ
เหมือนที่ใครๆ เขาบอกมาว่า "เวลาไม่เคยรอใคร"

…………..

เหนื่อยก็พักบ้าง เวลาที่อ้างว้างแค่ให้รู้ว่ามีใครบางคนยังคิดถึง

....ก็พอแล้ว....


รู้มั๊ยว่านาฬิกากับเวลาน่ะมันต่างกันยังไง นาฬิกาเนี่ยเวลาเราให้ใครไปแล้ว เรายังขอคืนมาได้
แต่ถ้าเป็นเวลา เมื่อไหร่ที่เราให้กับใครไปแล้ว เราจะไม่สามารถขอมันคืนมาได้อีก
-ฝันโครตๆ-

เกลียด


มีคนถามว่าเจ็บปวดกับความรักถึงขั้นเกลียดมันหรือยัง ??

ฟังแล้วไม่เข้าใจครับ 
คำสองคำที่ความหมายอยู่ปลายคนละขั้วมันจะเคลื่อนสลับกันเร็วขนาดนั้นได้อย่างไร 
ความรู้สึกผมไม่ใช่ไม้คานกระดานหกนะ

จริงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ทุกวินาที ชีวิตพลิกผันเป็นเรื่องที่เคยเห็นเคยมีอยู่บ่อยครั้ง
แต่ผมว่าก่อนจะถึงจุดพลิกผัน มันน่าจะต้องเคลื่อนตัวผ่านจุดศูนย์ถ่วงเสียก่อน
...ซึ่งน่าจะใช้เวลาระดับหนึ่ง...

ถ้าเราจะรักใครได้สักคนมันก็น่าจะต้องค่อยๆ ไต่ระดับจนถึงจุดยอมรับว่ารัก
ดังนั้นถ้าจะเกลียดใครสักคนมันก็น่าจะค่อยๆ ตกระดับจนถึงจุดพลิกกลับว่าเกลียด
เว้นเสียแต่ว่าขาลงมันจะเป็นแนวดิ่งเง้อตกเหว
.........

ตอนแรกๆ ที่คบกันอยากได้ยินทุกวันว่าเธอรักฉันเพราะอะไร
แม้ตอนนั้นคำตอบที่ได้คือ “ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่ารัก”
ตรงดีจัง แต่ฟังแล้วร้อนวูบ ชาทั้งหน้า ยิ้มแก้มแทบแตก
แต่มาวันนี้ วันที่ยังบอกกันได้ว่ารักและเป็นห่วงเหมือนเดิม 
ที่เพิ่มเติมคือระยะห่างของความรู้สึก
ซึ่งน่าจะเดินมาถึงจุดศูนย์ถ่วงเตรียมพร้อมสำหรับการพลิกแล้ว

วันที่ยังรักกันความเหมือนเดิมหมายถึงเสมอต้นเสมอปลาย
วันที่หมดใจความเหมือนเดิมก็ไม่ต่างอะไรกับความซ้ำซาก จำเจ
ก่อนจะไปอยากให้ตอบคำเดียวสั้นๆ เธอไม่รักฉันเพราะอะไร
ตอนนี้คำตอบที่ได้คือ “ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าไม่รัก”
ตรงดีจัง แต่ฟังแล้วร้อนวูบ ชาทั้งหน้า ต่อมน้ำตาแทบแตก
......

ถ้าความรู้สึกเป็นกระดานหกจริงๆ การเดินจากขั้วของความรักย้อนกลับไปสู่ความเกลียด 
ตอนที่ถึงจุดหมุนตรงกลางก่อนพลิกกลับ ผมจะพยายามรักษาระดับให้สมดุลแล้วกระโดดลงมาเสีย
อย่างน้อยที่สุด ความทรงจำที่ผมมีต่อคุณจะยังคงงดงามอยู่ในที่ของมันเสมอ 
แม้มันจะเติบโตต่อไปไม่ได้ แต่รากที่หยั่งไว้ก็ลึกพอดู

...เช่นนั้นแล้วไซร้ผมจึงไม่มีวันเกลียดคุณได้เลย….

งานหนักมากมาย รักษาสุขภาพด้วยนะครับ

^^

เกลียด แก่ เจ็บ แต่ไม่ตาย – อย่าเกลียดใครเพราะมันง่ายต่อการทำให้เราแก่และเจ็บ
- ดีเจพี่อ้อย -

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

แค่คิดถึง




วันนี้เป็นวันพิเศษที่ผลผลิตของความเหนื่อยของคุณจะผลิบาน
แอบเอาใจช่วยอยู่ไกลๆ ณ มุมหนึ่งมุมใดบนโลกใบนี้
ผมอยากให้คุณรู้ว่าผมชื่นชมคุณเสมอ
คุณเป็นคนเก่ง เป็นคนน่ารักและมีเสน่ห์ จนหลายครั้งที่ผมแอบหวงโดยไม่มีเหตุผล
และความไม่มีเหตุผลนั้นเองที่ทำให้คุณเหนื่อยใจ

...ผมขอโทษนะ...

ตอนนี้ระหว่างเราผมเข้าใจ
ถามว่าเสียใจไหม...เสียใจมาก
แต่พอได้รู้ว่าช่วงนี้คุณมีความสุขดี ผมยินดีด้วย
เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำอย่างไรดี
เวลาที่ผมคิดถึงคุณมากมายเหลือเกิน

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

พื้นที่ส่วนตัว



Ptolemy ครับ ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้คุณจะคิดยังไง 
ถ้าสิ่งที่คุณเคยอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างดาวพฤหัสกับดาวเสาร์ไว้เกิดบิดเบือน

เดี๋ยวนะครับใจเย็นๆ ผมไม่ได้ยกประเด็นมาเพื่อโต้เถียงคุณ

ผมรู้ครับว่าคุณเคยขัดแย้งกับโคเปอร์นิคัสตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เรื่องแบบจำลองจักรวาล ที่คุณบอกว่าโลกเป็นศูนย์กลาง แต่โคเปอร์นิคัสกลับบอกว่าดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ตอนนี้ผมไม่สนหรอกนะว่าใครจะโคจรรอบใคร ผมแค่อยากบอกคุณไว้ว่าตอนนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับวิถีวงโคจร เพราะที่คุณเคยบอกไว้ว่าในบางเวลาคุณเห็นดาวเสาร์โคจรนำหน้าดาวพฤหัสบดี แต่ในบางเวลาดาวดวงนี้ก็โคจรตามหลัง แต่คุณจะรู้ไหมว่าพอเวลาผ่านไปทิโคกลับพบว่าดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ โคจรมาซ้อนอยู่ในแนวเดียวกันด้วยนะ และตอนนี้ดาวทั้งสองดวงกำลังเคลื่อนห่างออกจากกันช้าๆ จนอาจหลุดจากวงโคจรของกันและกันก็เป็นได้ เพียงแต่ยังไม่มีนักดาราศาสตร์คนใดสังเกตุพบ
.......

อย่างที่ไฮเกนส์เคยบอกไว้ว่าวงแหวนของดาวเสาร์นั้นประกอบไปด้วยก้อนหิน และไม่ได้เชื่อมต่อใดๆ กับตัวของดาวเสาร์เลย พื้นที่ส่วนตัวของเธอมากเกินไปและกำลังขยายใหญ่มาจนถึงพื้นที่ที่เคยเป็นส่วนรวมของผมกับเธอ จนผมเผลอคิดน้อยใจไปว่าผมอาจไม่ใช่ดาวดวงที่ใหญ่ที่สุดในกาแลคซี่นี้หรอก ขนาดของผมในสายตาของดาวเสาร์อาจเล็กเท่าดาวพลูโต ที่ในที่สุดก็เป็นได้เพียงดาวเคราะห์แคระในสายตาชาวโลกเท่านั้น

.......

ผมน่าจะเชื่อแคสซีนีตอนที่เขาวัดคาบเวลาการหมุนรอบตัวเองของผมในเดือนกรกฎาคมปี 1664 และพบว่าดาวพฤหัสบดีมีลักษณะการหมุนที่ไม่สม่ำเสมอภายในชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดีเอง ตอนนั้นผมเถียงเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ว่าตราบใดที่ผมยังมีดาวเสาร์โคจรอยู่ใกล้ๆ ผมจะหมุนรอบตัวเองอย่างเสมอต้นเสมอปลายไปพร้อมๆ กับหมุนรอบตัวเธอ แต่เขามองผมทะลุปรุโปร่งมากกว่า ทะลุไปจนเห็นถึงหัวใจของผม เขาเลยไม่พูดอะไรนอกจากเรียกหัวใจนั้นว่า “จุดแดงยักษ์ของดาวพฤหัสบดี” และเตะตูดทุบหัวผมสองสามทีจนผมมีลักษณะแบนที่ขั้วโลก เขาหันไปสนใจดาวเสาร์แทนเพราะเขาอยากเห็นหัวใจของดาวเสาร์บ้าง แต่เขากลับพบเพียงช่องว่างที่ยากจะเข้าถึง ซึ่งถูกกันไว้ด้วยพื้นที่ส่วนตัวโดยใช้วงแหวนแทน เขาเลยเรียกช่องว่างระหว่างวงแหวนนั้นว่าช่องแบ่งแคสซีนี (Cassini Division) เขาหันมาเตือนผมให้เผื่อใจ เพราะที่ผมเถียงเขาไว้อาจเป็นความคิดของผมข้างเดียว

และวันนี้ผมเข้าใจแล้วครับว่าเขาต้องการเตือนอะไร
..........

ดาวเสาร์เป็นดาวที่ลึกลับและมีเสน่ห์ ดาวทุกดวงที่เข้าใกล้ต่างหลงใหลในความงามลึกลับนั้นรวมทั้งผมด้วย จนเผลอคิดไปเองว่าปรากฎการณ์วงแหวนหายเป็นการเชิญชวนให้ผมไปหมุนอยู่ข้างๆ แต่จริงๆ แล้วมันยังมีอยู่ และดาวทุกดวงในจักรวาลสามารถมองเห็นปรากฏการณ์นั้นได้ ขึ้นอยู่กับว่าเธอต้องการเอียงองศาใดเข้าหา และหากหมดเวลา ก็จะถูกผลักออกมานอกพื้นที่นั้นเหมือนเดิม

พื้นที่ส่วนตัว ยังคงเป็นพื้นที่ต้องห้ามที่หากมีการล่วงล้ำคงบาดเจ็บ 
ตอนนี้ที่คุณเห็นว่าดาวพฤหัสบดีทั้งดวงเป็นสีส้ม อาจไม่ได้มาจากการเขินอาย
แต่เป็นไปได้ว่าผมกำลังมีแผลฟกช้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการพยายามล่วงล้ำ “พื้นที่ส่วนตัว”

แคสซีนีครับ คุณอยากลองวัดคาบเวลาการหมุนรอบตัวเองของผมอีกครั้งตอนนี้ไหม 
ผมเหนื่อยเกินไปและผมอยากหยุดหมุน 
อย่างน้อยผมก็อยากหันหลังให้ดาวเสาร์สักพักใหญ่ๆ 
คุณเห็นจุดแดงยักษ์ของดาวพฤหัสบดีไหม นั่นมันกำลังมีรอยร้าว

Ptolemy ครับ ลองเชื่อแบบจำลองของโคเปอร์นิคัสสักหน่อยไหม 
บางทีการที่คุณอยู่บนโลก ความร้อนจากดวงอาทิตย์อาจร้อนเกินไป 
แต่จากตำแหน่งของผม มันอบอุ่นกำลังดี 
และบางทีการหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ตอนนี้มันทำให้ผมมีพลัง

อืม..หรือบางทีดวงอาทิตย์อาจเป็นแหล่งพลังงานของกาแลคซี่ที่ชื่อทางช้างเผือกอย่างที่โคเปอร์นิคัสบอกก็ได้

วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555

Please don't...



จำได้ไหมครับ...
คุณเคยจดไว้ใน Wish list ว่าจะมอบเพลงๆ หนึ่งให้ผม
ผมค้นจากระบบสารสนเทศทุกชนิดในโลกมาตั้งนานแต่ไม่เจอสักที
เพิ่งรู้ว่าเอาวันนี้ว่าเป็นเพลงที่แต่งโดยใครอีกคนที่ผมไม่อยากรับ
เป็นเพลงที่เพราะ ความหมายดี
แต่หากรับมาแล้วรู้ทีหลังแบบนี้ผมคงต้องขอโทษที่ไม่ได้รู้สึกดีเท่าที่คุณคาดหวัง
……..
ความรู้สึกดีๆ ที่คนๆ หนึ่งเคยให้คุณไป ก่อนจะยกให้ใครถามคนให้และคนรับสักนิดนะครับ
คนให้อยากให้ส่งต่อไหม ถ้ามันเป็นความรู้สึกพิเศษที่เขามีให้เฉพาะคุณ
คนรับอยากรับต่อไหม ถ้าเป็นความรู้สึกพิเศษที่คุณเคยได้จากใครอีกคน
…….
ความรู้สึกพิเศษออกฤทธิ์เฉพาะที่ครับ
ขึ้นอยู่กับว่า Receptors ของแต่ละคนจะมีการตอบสนองอย่างไร
และส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์เชิงบวกได้โดยตรงครั้งเดียว
หากมีลำดับสองสามสี่ห้ามาข้องเกี่ยวอาจเกิดการ Mutation จนส่งผลเชิงลบได้
มันถึงถูกเรียกว่า “ความรู้สึกพิเศษ” ไงครับ

และอย่างที่บอก มันออกฤทธิ์เฉพาะที่
สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดี อาจเป็นสิ่งที่ทำร้ายคนอีกคน

ไม่ต้องส่งต่อก็ได้นะครับ...ขอบคุณ

…….

“...ไม่ต้องขอโทษนะ คุณทำดีที่สุดแล้ว
ผมไม่เคยคิดเลยว่าความรักของผมจะทำให้คุณมีความทุกข์
ความรักทำให้เรามีความสุข แต่เราทรมานเพราะความคิดถึงต่างหาก
เรายังรักกันเท่าเดิม แต่เราคิดถึงกันน้อยลง เราคิดถึงใจกันน้อยลง
- I miss you -

วัคซีน



ตอนเด็กๆ ผมเป็นโรคกลัวเข็มฉีดยาขึ้นสมอง
กลัวถึงขนาดต่อมหมวกไตแตก อะดรีนาลีนพล่าน
เปลี่ยน Glycogen เป็น Glucose แทบไม่ทันจนปริมาณน้ำตาลในเลือดสูง

ผลเหรอครับ…

ผมวิ่งหนีครูประจำชั้นได้รอบสนามฟุตบอล ตอนป.1

จำไม่ได้เหมือนกันว่าโรคกลัวเข็มหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ตอนที่ต้องฉีดวัคซีนในคลินิก WBB
แอบคิดว่าเด็กคนนั้นจะรู้ไหมว่านั่นคือสิ่งที่จะทำให้พวกเขาเข้มแข็งขึ้น

วัคซีนเป็นเชื้อโรค ความทุกข์ก็เป็นเชื้อโรค
หลังจากรับวัคซีนเด็กอาจไม่สบาย ถ้าผ่านไปได้เด็กจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น
หลังจากเราเจอเรื่องทุกข์เราอาจเจียนตาย ถ้าเราผ่านไปได้เราจะมีภูมิคุ้มกันต่อทุกข์นั้น

แต่พอเอาเข้าจริงเวลาที่เห็นเข็มและชุดขาว
สมองมักสั่งให้ระดับความกลัวของเราพุ่งขึ้นไปจนถึงระดับเกินจริง
ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมัน “เจ็บนิดเดียวเอง” เหมือนที่แม่บอก

เรากลัวความเจ็บ ณ ขณะนั้นมากกว่าความทรมานถ้าเราเกิดเจ็บป่วย
ก็เราไม่เคยรู้นี่นาว่าถ้าป่วยจริงๆ โดยไม่มีภูมิคุ้มกันมันจะเจ็บปวดขนาดไหน
ชายหญิงสองคนนั้นเค้าไม่เคยปล่อยเราให้ไปถึงระดับนั้น
มันเลยไม่เคยมีบันทึกไว้ในระบบความทรงจำ
แต่ความเจ็บตอนโดนเข็มตำน่ะไม่ต้องพูดซ้ำก็พอจะนึกออก
ก็โดนมาตั้งแต่เดือนแรกที่ลืมตาดูโลกแล้วนี่นา

ผมว่าตอนเด็กๆ ผมได้รับวัคซีนครบทุกโรคนะ
ถ้าไม่นับตอนโตที่ได้รับวัคซีนเฉพาะอีกหลายโรค
ผมน่าจะเข้มแข็งพอไม่ว่าจะเกิดอะไร
แต่ทำไมตอนนี้ผมรู้สึกว่าภูมิคุ้มกันผมกำลังบกพร่อง

อาจเป็นเพราะตอนนั้นพี่พยาบาลเน้นวัคซีนป้องกันปัญหาเรื่องโรค
แต่ลืมเน้นวัคซีนป้องกันปัญหาเรื่องโลก

สงสัยผมคงต้องหาวิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้กับความสัมพันธ์ที่เปราะบาง
ที่ไม่ว่าจะร้าวกี่ครั้งก็ยังไม่หายเจ็บ และหลังจากนั้นทุกครั้งยังคงไม่สบาย
และต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะฟื้นตัว

อืม...หรือภูมิคุ้มกันผมจะทำลายตัวเอง
หรือที่ผมเชื่อในตอนเด็กมันจะเป็นเรื่องจริง
ที่ว่าผู้หญิงในเสื้อกราวน์จะทำให้เราเจ็บ

แต่ไม่เป็นไร...แม่เคยบอกไว้ว่า “มันเจ็บนิดเดียว”