วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

คิดถึง



นิ้วกลมเคยเขียนไว้ว่า...

"ความทรมานของการคิดถึง คือการที่ไม่รู้ว่าอีกคนหนึ่งคิดถึงเราหรือเปล่า"

ไททัน คุณช่วยแบกรับความคิดถึงของผมไว้ที เพราะดูแล้วคุณดวงใหญ่ที่สุด ในพื้นที่ของเธอ ขนาดของคุณเป็นที่สองรองแค่คัลลิสโตของผมเท่านั้น เส้นผ่าศูนย์กลางตั้ง 5150 กิโลเมตร เอาเข้าสูตรแล้วคงจะพอแบกรับปริมาตรความคิดถึงที่ผมมีได้สักครึ่ง อ้อ แล้วช่วยส่งต่อไปเป็นทอดๆ อย่าให้หล่นหาย แทรกผ่าน เธทิส ไดโอเน รีอา เอนเซลาดุล อ้อตอนที่ผ่านตรงนี้ช่วยแวะเอาความคิดถึงที่มีไปแช่แข็งและอัดให้มันเล็กลงด้วย ตอนที่ไปถึงแพนจะได้มีพื้นที่จุได้  ระวังฟีบีที่วิ่งสวนวงโคจรมาจะชนเอาด้วย เห็นหลุมบนมิมาสเป็นตัวอย่างไหม ผมไม่อยากให้มีสิ่งใดหล่นหายไปตามทาง ส่งให้ถึงแพนล่ะ เพราะเค้าอยู่ใกล้เธอที่สุด ไม่ต้องส่งให้ถึงเธอก็ได้ ผมแค่อยากให้ความคิดถึงของผมไปกระจายอยู่รอบๆ ตัวเธอเท่านั้น เพราะถ้าเธอยังเชื่อมั่นในผม เธอจะรับรู้ถึงมันได้เอง

ความคิดถึงทำให้เรายังหายใจ
และความคิดถึงที่ไม่ถึงทำให้ระบบหายใจติดขัด

เฮ้อ...ตอนนี้ผมต้องการวิกซ์ วาโปรับ






วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

กอด




ตอนนี้กล้ามเนื้อทั้งสองบ่าและแผ่นหลังแข่งกัน Dance ประหนึ่งหมายพิชิต Thailand Got Talent
เดาเอาเองว่าโลกทั้งใบคงพลัดหล่นใส่หลังผมตอนเผลอ...
อ๊ะ...ไม่ใช่โลกครับผมเดาผิดไป
เป็นดาวเสาร์ทั้งใบต่างหากที่ติดอยู่ตรงนั้น

...

เหนื่อยมากหรือครับ งั้นก็หลับพักเสียเถอะนะ
พักให้หายเหนื่อยอย่าได้กังวลกับสิ่งใด
ความคิดถึงของผมยังกระจายอยู่รอบๆตัวคุณ
จะลองวัดปริมาตรหรือชั่งน้ำหนักไหม
มันไม่มีสิ่งใดหล่นหายไปเลย
มีเพียงความเหนื่อยที่คอยถ่วงให้มันหนักขึ้น

...

เสียงโทรศัพท์ที่ดังติดกันหลายต่อหลายครั้ง

เสียงเพลงเดิมๆ แต่ความหมายคล้ายกำลังตัดพ้อต่อว่าในที
ครั้งแรก...คิดถึงกันไหม
ครั้งที่สอง...ยังไม่หายโกรธอีกหรือ
ครั้งที่สาม...ทำไมเธอใจร้ายจัง
ครั้งที่สี่...นี่จะรับมั๊ยเนี่ย!! (หงุดหงิดแล้วนะ)
ครั้งที่ห้า...เล่นตัวรึไง!! (รู้ใช่มั๊ยว่าไม่ชอบ)
ครั้งต่อๆมา...ไม่รับใช่มั๊ย!! ไม่รับใช่มั๊ย!!! (เอาสิให้รู้กับไปว่าใครจะชนะ ฮึ!!)

เอ...ผมคิดไปเองหรือเปล่าเนี่ย?
คุณอาจแค่กำลังเดินทาง มือไม้ไม่ว่างเลยให้โทรศัพท์มัน Redial ซ้ำๆ ก็เป็นได้
แต่ผลระยะไกลคือมันกระตุกหัวใจผมทุกครั้งที่ได้ยิน

จำได้ไหม...
ผมมักจะขอกอดคุณทุกครั้งเวลาที่เจอกัน
นั่นเพราะผมอยากให้รู้ว่าผมดีใจเพียงใดที่คุณยังอยู่ตรงนั้นให้ผมสัมผัสได้

และผมมักจะขอกอดบอกลาคุณทุกครั้งก่อนจากกัน
เพราะเราไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่า ครั้งไหนจะเป็นครั้งสุดท้าย
เพราะถ้ารู้ก็คงจะกอดให้นานทีสุด

ผมยังคงคิดถึงคุณ
...
..
.
เหมือนเดิม


แต่ผมเหนื่อยเหลือเกิน

ฝันดีนะครับ






วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

back to beginning




หลังจากสมองซีกซ้ายนำพาชีวิตให้ออกไปโซซัดโซเซในโลกของเหตุผลเสียจนล้า
สมองซีกขวาจึงพยายามรักษาสมดุลด้วยการควานหาที่พักที่คุ้นเคย
"ห้องนั่งเล่นของความคิด"

ประตูมีคราบสนิมเกาะเสียเขรอะ ผมต้องใช้แรงพอตัวในการดันประตูฝืดๆ นั้นให้เปิดอ้าออก มันส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทักเบาๆ คล้ายกับต่อว่าว่าผมต่างหากที่ร้างลาและอ่อนล้าเกินไป อืม...ข้างในยังอวลด้วยบรรยากาศผ่อนคลายเช่นเดิม ออกจะรกไปหน่อยด้วยซ้ำ มิน่าหลังๆ ผมถึงคิดถึงแง่งามของความคิดไม่ค่อยออก

ด้วยเหตุผลข้างๆคูๆ ว่า "ไม่ค่อยมีเวลา" ทุกครั้งที่คิดอะไรดีๆ ได้ผมจึงมักจะโยนมันเข้ามาข้างในนี้อย่างรีบๆ แล้วก็พบว่ามันเลือนหายไปในระยะเวลาเพียงชั่ววัน  พักหลังนี่ยิ่งหนัก เพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก ความคิดเหล่านั้นก็แตกกระเจิงเสียแล้ว มันคงเหมือนกับที่ผมเคยบอกใครบางคนไว้้ว่า "คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน คำว่าไม่มีเวลาเป็นเพียงข้ออ้างของคนที่จัดการกับมันไม่เป็นต่างหาก" เหตุผลข้างๆคูๆ ของผม จึงกลิ้งหลุนๆตกคูกลายเป็นเพียงข้ออ้างอย่าเถียงไม่ออก

...........................................

วันนี้หากมีนักดาราศาสตร์สักคนหยิบกล้องดูดาวมาสังเกตเหตุการณ์บนท้องฟ้า
เขาจะพบว่าดาวพฤหัสบดีมีชั้นบรรยากาศสีเทาๆ ห่อหุ้มไว้
และหากกล้องมีความละเอียดมากพอและสามารถตรวจจับคลื่นความถี่ได้
เขาจะเห็นดาวพฤหัสบดีกำลังร้องไห้และได้ยินเสียงสะอื้น
แน่นอนครับ เขาไม่ได้ตาฝาดและไม่ได้หูแว่ว
หากมีรายงานนี้ปรากฎที่ใด เชื่อเถอะครับว่ามันคือเรื่องจริง

...........

ผมมีน้องคนหนึ่งที่ฝึกอยู่ได้รับการวินิจฉัยด้วยชื่อเก๋ๆ ว่า "Pierre Robin Syndrome" ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติทางพันธุกรรมในเด็กที่พบได้น้อย มีลักษณะเฉพาะหลายอย่างที่ส่งผลให้พัฒนาการช้า แต่ที่ทำให้ผมสะเทือนใจที่สุดคือการที่ไม่สามารถแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าได้ วันหนึ่งน้องรู้สึกไม่สบายใจอะไรสักอย่างและร้องไห้งอแงออกมา การร้องไห้ของน้องผมสัมผัสความเสียใจนั้นได้เพียงเสียงสะอื้นสั้นๆ ฮึก ฮึก ในลำคอโดยไม่มีน้ำตาไหลแม้แต่หยดเดียว อดคิดไม่ได้ว่าข้างในมันจะเศร้าและอึดอัดขนาดไหนกันนะ ที่มีสิ่งคับข้องอยู่มากมายแต่ไม่รู้จะปลดปล่อยระบายสิ่งเหล่านั้นทางไหนดี...และวันนี้ผมก็มีคำตอบให้กับตัวเอง

การสะอื้นไห้คงไม่มีความหมายอะไร
เพราะต่อให้ต้องร้องท่ามกลางผู้คนมากมาย
ความเศร้าก็คงดังก้องให้ได้ยินในใจของคนร้องเพียงลำพัง
และมันคงไม่ต่างกับการร้องไห้เงียบๆ คนเดียวอยู่ดี

จริงอยู่ครับที่เราไม่จำเป็นต้องร้องห่มร้องไห้เพื่อประกาศให้ใครต่อใครมาร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปกับการคาดหวังต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งของเรา แต่บางครั้งเราปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่ายิ่งเราสามารถร้องไห้ได้เต็มที่เท่าไหร่ อัตราการฟื้นตัวของสติก็ยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น

ข้อความสั้นๆ ที่ส่งมาถามว่า "คิดถึงกันบ้างไหม"
รู้หรือเปล่าว่าคนที่ได้รับแทบทรมานเจียนตายเพราะความคิดถึง

และหากนักดาราศาสตร์คนนั้นบังเอิญช่างสังเกตอีกนิดละก็
เขาคงเห็นว่าระยะห่างระหว่างดาวเสาร์และดาวพฤหัสเพิ่มขึ้น
และวิถีวงโคจรมีการเปลี่ยนไป

เขาอาจค้านรายงานของ Ptoleme ได้ที่บอกว่า
บางเวลาดาวเสาร์จะโคจรนำหน้าดาวพฤหัสบดี แต่บางเวลาดาวดวงนี้ก็โคจรตามหลัง
เพราะอันที่จริงแล้วดาวเสาร์ไม่เคยโคจรตามหลังดาวพฤหัสบดี
มันเพียงแค่ชะลอความเร็วและมองหาดาวดาวที่เหมาะสมสำหรับมันเท่านั้นเอง

จำไม่ได้เหมือนกันว่าผมหลงไหลในวงแหวนดาวเสาร์ตั้งแต่เมื่อไหร่...
แต่เท่าที่รู้ ผมไม่เคยละสายตาจากความงามที่ลึกลับนั้นได้เลย
หากในโลกของสิ่งมีชีวิต นกเงือกเป็นตัวแทนของความรักเดียวใจเดียว
ในโลกของจักรวาล...ดาวพฤหัสบดีก็เป็นเช่นนั้น

นาฬิกาแห่งความโดดเดี่ยวของผมเริ่มเดินอีกครั้ง
เป็นเวลาเดียวกับที่ความคิดได้ออกมาวิ่งเล่น
มันบิดซ้ายบิดขวาแล้วหันมาเตือนผมเบาๆ ว่า...

"การมีใครบางคนงดงามอยู่ในความคิดถึง
มันเป็นพลังอย่างหนึ่งในการใช้ขับเคลื่อนความคิด"

ใช่ครับ...ผมยังคงคิดถึงคุณ
...
..
.
ฝันดีเช่นกันครับ